Key Takeaways
TH-AI Passport เป็นโครงการที่ช่วยให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึงและทดลองใช้ Generative AI จากหลายผู้ให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม "AiPASS" โดยไม่ต้องเริ่มจากการสมัครบริการแต่ละรายแยกกัน ผู้ใช้สามารถเลือก AI ให้เหมาะกับงาน เช่น เขียน สรุป ค้นคว้า วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยสร้างคอนเทนต์ พร้อมเรียนรู้การ
ใช้งานผ่านระบบหลักสูตรและระดับสิทธิ์ของโครงการ จุดสำคัญคือควรตรวจสอบเงื่อนไข โควตา และระดับโมเดลก่อนใช้งานจริง รวมถึงระมัดระวังการป้อนข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลธุรกิจ และตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบจาก AI ทุกครั้งก่อนนำไปใช้ต่อ
สารบัญ
เมื่อ AI เริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ช่วยค้นข้อมูล สรุปเอกสาร เขียนอีเมล ทำคอนเทนต์ ไปจนถึงวิเคราะห์โจทย์ทางธุรกิจ คำถามของหลายคนจึงเปลี่ยนจาก "AI ใช้ทำอะไรได้บ้าง" มาเป็น "จะเริ่มใช้ AI ตัวไหนดี" เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีความสามารถ ราคา และเงื่อนไขที่ต่างกัน
"TH-AI Passport" จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนไทยที่อยากเริ่มสำรวจโลก AI โดยเป็นโครงการของภาครัฐที่เปิดให้ผู้มีสัญชาติไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปลงทะเบียนรับสิทธิ์ และเปิดแพลตฟอร์ม "AiPASS" ให้ใช้งานอย่างเป็นทางการวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ภายในระบบรวบรวม AI จากผู้พัฒนามากกว่า 14 ราย รวมกว่า 30 โมเดล และกำหนดสิทธิ์ลงทะเบียนไว้ 5 ล้านสิทธิ์
แล้ว Thai AI Passport คืออะไร มี AI อะไรบ้าง สมัครอย่างไร และได้ AI Pro ฟรีทันทีหรือไม่ ? มาทำความเข้าใจก่อนเริ่มใช้งานจริง !
การใช้งาน AI Passport เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยี AI สำหรับการทำงานและธุรกิจ
TH-AI Passport คือ โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีเป้าหมายช่วยให้ประชาชนเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น พร้อมพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน และการประกอบธุรกิจ
ส่วน AiPASS คือแพลตฟอร์มภายใต้โครงการ TH-AI Passport ที่รวบรวมโมเดล AI จากผู้ให้บริการหลายรายไว้ในที่เดียว ผู้ใช้งานจึงสามารถทดลองเลือก AI ตามประเภทงานได้โดยไม่จำเป็นต้องสลับใช้งานหลายแพลตฟอร์ม
เป้าหมายหลักของโครงการคือ เพื่อเพิ่มทั้งความเข้าใจเกี่ยวกับ AI (AI Literacy) และการนำ AI ไปใช้งานจริง (AI Adoption) ในกลุ่มคนไทย
แนวทางการเรียนรู้ของแพลตฟอร์มใช้แนวคิด Learn • Earn • Plern โดยข้อมูลล่าสุดจากภาครัฐระบุว่ามีหลักสูตรด้าน AI มากกว่า 96 หลักสูตร รวมถึงองค์ความรู้จาก Google for Education, Microsoft Elevate และ OpenAI ขณะที่โครงการในภาพรวมยังครอบคลุมการอบรมผู้ดูแลศูนย์ดิจิทัลชุมชน 2,222 แห่ง การจัด Boot Camp สำหรับผู้สนใจรวม 4,000 คนใน 4 ภูมิภาค และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน AI เพิ่มเติม
กล่าวง่าย ๆ ได้ว่า เป้าหมายของโครงการ AI Passport คือการทำให้ AI กลายเป็นทักษะที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและทดลองใช้ได้จริง มากกว่าจะจำกัดอยู่เฉพาะคนสายเทคโนโลยี
สำหรับคนที่สงสัยว่า TH-AI Passport ใช้อะไรได้บ้าง ปัจจุบัน เว็บไซต์ทางการของโครงการ AI Passport ระบุว่ามี 33 โมเดลจาก 15 ผู้ให้บริการ โดยรองรับงานหลายประเภท ตั้งแต่การแชต การเขียนโค้ด การสร้างภาพและวิดีโอ ไปจนถึงการค้นหาเชิงลึก
รายชื่อที่หน้าเว็บไซต์ TH-AI Passport แสดงในปัจจุบัน ประกอบด้วย
BytePlus
ChatGPT
Claude
Gemini
Nano Banana
Perplexity
และอื่น ๆ
รายชื่ออาจมีการเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนได้ตามช่วงเวลาการให้บริการ และการมีชื่อผู้ให้บริการอยู่ในโครงการไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ทุกระดับจะสามารถเข้าถึงทุกรุ่นหรือทุกความสามารถได้โดยไม่มีข้อจำกัด
หากมองในแง่การนำไปใช้ สามารถแบ่งโจทย์ที่ Generative AI เหล่านี้เข้ามาช่วยได้กว้าง ๆ ดังนี้
| ลักษณะงาน | ตัวอย่างการใช้งาน | สิ่งที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม |
|---|---|---|
| สนทนาและเขียนงาน | ร่างอีเมล สรุปรายงาน คิดไอเดีย วางโครงคอนเทนต์ | ตรวจความถูกต้องก่อนเผยแพร่ |
| ค้นคว้าและสรุปข้อมูล | เปรียบเทียบข้อมูล สรุปประเด็น เตรียมข้อมูลเบื้องต้น | ตรวจสอบแหล่งอ้างอิง |
| วิเคราะห์เอกสารและข้อมูล | อ่านไฟล์ จัดหมวดข้อมูล ช่วยหา Pattern เบื้องต้น | ระวังข้อมูลภายในและข้อมูลลูกค้า |
| สร้างสรรค์สื่อ | สร้างภาพ วิดีโอ เพลง หรือแนวคิดสำหรับ Creative | ตรวจสิทธิ์การใช้งานและลิขสิทธิ์ |
| งานภาษาไทย | เขียน สรุป แปล และปรับภาษา | ตรวจบริบท สำนวน และความหมายอีกครั้ง |
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังระบุว่า AI ใน TH-AI Passport รองรับงานตั้งแต่การสนทนา การเขียนโปรแกรม การค้นคว้าเชิงลึก ไปจนถึงการสร้างภาพ วิดีโอ และเพลง จึงมีพื้นที่ให้ทดลองมากกว่าการใช้ AI เพื่อแชตเพียงอย่างเดียว
หลักการใช้งาน TH-AI Passport ค่อนข้างคล้ายกับแพลตฟอร์ม Generative AI ทั่วไป คือเลือกโมเดลที่ต้องการ จากนั้นพิมพ์คำสั่งหรือ Prompt เพื่อให้ AI ช่วยทำงานตามโจทย์ แต่จุดที่ต่างคือ AiPASS มี AI หลายประเภทอยู่ภายในระบบเดียว ผู้ใช้จึงสามารถเริ่มจากการเลือกประเภทงาน แล้วค่อยเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับการใช้งานได้
ก่อนเลือกโมเดล ลองถามตัวเองก่อนว่าต้องการให้ AI ช่วยเรื่องอะไร เพื่อช่วยลดเวลาลองผิดลองถูก และให้โจทย์เป็นตัวกำหนดว่าควรเริ่มจาก AI ประเภทไหน เช่น
เมื่อรู้ประเภทงานแล้ว จึงเลือกโมเดลจาก AiPASS ที่รองรับความสามารถนั้น ตัวอย่างเช่น หากเป็นงานข้อความอาจเริ่มจาก ChatGPT, Claude หรือ Gemini ขณะที่งานสร้างภาพหรือวิดีโอควรเลือกโมเดลที่ถูกระบุไว้สำหรับ Media Generation โดยเฉพาะ
แทนที่จะพิมพ์เพียงว่า "ช่วยเขียนโพสต์ให้หน่อย" แนะนำว่าลองให้รายละเอียดเพิ่ม เช่น
"ช่วยเขียนโพสต์ Facebook สำหรับร้านอาหารญี่ปุ่น โปรโมตเมนู Lunch Set กลุ่มเป้าหมายเป็นพนักงานออฟฟิศ อายุ 25-35 ปี โทนเป็นกันเอง ความยาวไม่เกิน 100 คำ และปิดท้ายด้วย CTA ให้มาทานที่ร้าน"
Prompt ที่มีเป้าหมาย บริบท กลุ่มเป้าหมาย รูปแบบผลลัพธ์ และข้อจำกัดชัดเจนเช่นนี้ มักช่วยให้ได้คำตอบที่นำไปใช้งานต่อได้ง่ายกว่า
ข้อดีของ AiPASS คือมีหลายโมเดลให้เลือก หากเป็นงานสำคัญ ลองใช้ Prompt เดียวกันกับ AI 2-3 โมเดล แล้วเปรียบเทียบว่าโมเดลไหนเข้าใจบริบท ให้รายละเอียดครบ หรือสร้างผลลัพธ์ที่ใกล้กับความต้องการมากที่สุด
แม้ AI จะช่วยลดเวลาการทำงาน แต่คำตอบก็ยังสามารถผิดหรือคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะเรื่องของตัวเลข วันที่ ชื่อบุคคล ข้อมูลกฎหมาย สุขภาพ หรือข้อมูลที่ต้องอ้างอิง ที่สำคัญ ข้อกำหนดของ AiPASS เองก็ระบุเรื่อง Human Oversight หรือการมีมนุษย์ตรวจสอบก่อนนำผลลัพธ์ AI ไปใช้ในการตัดสินใจที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้อื่น
โมเดลภายใน AiPASS รองรับงานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น
นักเรียน นักศึกษา หรือคนที่กำลังเรียนรู้เรื่องใหม่สามารถใช้ AI ช่วยสรุปเนื้อหา อธิบายแนวคิดที่ซับซ้อน ตั้งคำถามทบทวน หรือช่วยจัดโครงสร้างข้อมูลเบื้องต้นได้
อย่างไรก็ตาม หากใช้สำหรับงานวิชาการ ควรกลับไปตรวจแหล่งอ้างอิงต้นฉบับอีกครั้ง เพราะ AI อาจสร้างแหล่งข้อมูลหรือรายละเอียดที่คลาดเคลื่อนได้
สำหรับคนทำงาน AI สามารถเข้ามาช่วยลดเวลาในงานที่ต้องทำซ้ำ เช่น
อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องให้ AI ทำงานทั้งหมด แต่ใช้เป็นเพียงผู้ช่วยดราฟต์แรก แล้วให้คนตรวจและปรับให้เหมาะสมกับบริบทอีกครั้ง
นักการตลาดและครีเอเตอร์สามารถใช้ AI ช่วยตั้งแต่หา Content Angle วาง Outline เขียนแคปชัน ไปจนถึงสร้างภาพหรือคอนเซปต์สำหรับแคมเปญการตลาด
ทั้งนี้ สำหรับงานของแบรนด์ ผู้ใช้ควรมี Brand Guideline ที่ชัดเจนแนบไปให้ AI ทำความเข้าใจด้วย เพื่อไม่ให้เนื้อหาที่ AI สร้างออกมาเหมือนคอนเทนต์ทั่วไป หรือมีน้ำเสียงไม่ตรงกับตัวตนของแบรนด์
สำหรับ SME ประโยชน์ที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการมี AI ไว้ใช้ แต่คือการทดลองหาว่างานส่วนไหนสามารถทำให้เร็วขึ้นได้จริง เช่น
เมื่อทดลองแล้วพบว่างานใดสามารถลดเวลา ลดขั้นตอน หรือช่วยให้ทีมตัดสินใจได้เร็วขึ้น ก็สามารถนำ Insight เหล่านี้ไปต่อยอดสู่การใช้ Automation, Data หรือ AI Solution ที่เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของ Digital Transformation
ปกติหากต้องการใช้ AI หลายแพลตฟอร์ม ผู้ใช้อาจต้องเปิดบัญชีกับผู้ให้บริการแต่ละรายและเรียนรู้ Interface รวมถึงเงื่อนไขของแต่ละบริการแยกกัน ขณะที่ AiPASS พยายามลดความยุ่งยากดังกล่าวด้วยการรวบรวมหลายโมเดลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
| ประเด็น | สมัคร AI Passport | สมัคร AI โดยตรง |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่าย | ไม่มีค่าใช้จ่าย ตามสิทธิ์และช่วงเวลาของโครงการ | ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของแต่ละผู้ให้บริการ |
| บัญชี | ใช้บัญชี AiPASS เป็นจุดเริ่มต้น | ต้องมีบัญชีของแต่ละบริการ |
| ตัวเลือก AI | ทดลองได้หลายโมเดลในแพลตฟอร์มเดียว | ใช้โมเดลตามบริการที่สมัคร |
| การเรียนรู้ | มีระบบหลักสูตร คะแนน และระดับผู้ใช้ | ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ |
| ฟีเจอร์และโควตา | เป็นไปตามระดับและเงื่อนไขของ AiPASS | เป็นไปตามแพ็กเกจที่ซื้อโดยตรง |
อย่างไรก็ตาม สิทธิ์ภายใน AiPASS อาจไม่เทียบเท่ากับแพ็กเกจแบบชำระเงินของผู้ให้บริการแต่ละรายทุกประการ เพราะโมเดล ฟีเจอร์ และโควตาการใช้งานอาจแตกต่างกัน
ผู้ที่ลงทะเบียน AI Passport ภายใน 30 พฤศจิกายน 2569 จะได้รับสิทธิ์อัปเกรดเป็นระดับสูงสุดในช่วง 30 วันแรกนับจากวันที่เริ่มใช้งาน หลังจากนั้นสามารถรักษาหรืออัปเกรดระดับได้ตามระบบการเรียนและการสะสมคะแนน โดยโครงการระบุเกณฑ์อย่างน้อย 100 คะแนนต่อเดือน สำหรับการอัปเกรดระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่อง
ผู้ที่ต้องการสมัคร AI Passport ต้องมีคุณสมบัติหลัก 2 ข้อ ได้แก่
จึงครอบคลุมทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ข้าราชการ ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ SME และประชาชนทั่วไป
สำหรับผู้ที่อายุตั้งแต่ 15 ปีแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ข้อกำหนดของโครงการระบุว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ใช้อำนาจปกครองในกรณีที่กฎหมายกำหนด
ก่อนลงทะเบียน AI Passport ควรเตรียม 3 อย่างให้พร้อม ได้แก่
เว็บไซต์ทางการแนะนำให้ใช้บัญชีอีเมลที่ใช้งานได้จริง เพราะบัญชีดังกล่าวจะถูกใช้สำหรับลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบในภายหลัง
การสมัคร AI Passport เกี่ยวข้องกับการยืนยันตัวตน จึงควรดำเนินการผ่านเว็บไซต์ทางการด้วยตนเอง ไม่ส่งรหัสผ่านหรือรหัสยืนยันตัวตนให้บุคคลอื่น และอ่านข้อกำหนดรวมถึงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อนกดยอมรับ
หมายเหตุ : ประกาศความเป็นส่วนตัวของ AiPASS ระบุว่าสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และนโยบายดังกล่าวอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
การเรียนรู้และทดลองใช้เครื่องมือผ่าน AI Passport สำหรับการทำงานในชีวิตประจำวัน
ถ้ายังลังเลว่า TH-AI Passport คุ้มไหม เมื่อเทียบกับการสมัคร ChatGPT, Gemini หรือ AI แพลตฟอร์มอื่นโดยตรง ความแตกต่างหลักอยู่ที่ "รูปแบบการใช้งาน" มากกว่าคำตอบว่าตัวเลือกไหนดีกว่าเสมอไป
TH-AI Passport เหมาะกับคนที่ต้องการทดลอง AI หลายโมเดลในแพลตฟอร์มเดียว โดยยังไม่อยากสมัครบริการแบบชำระเงินหลายค่ายพร้อมกัน ขณะที่การสมัคร ChatGPT, Gemini หรือ AI รายตัวโดยตรง เหมาะกับผู้ที่รู้แล้วว่าตัวเองใช้แพลตฟอร์มใดเป็นหลัก และต้องการฟีเจอร์หรือสิทธิ์ตามแพ็กเกจของผู้ให้บริการนั้นโดยเฉพาะ
| ประเด็น | TH-AI Passport | สมัคร ChatGPT, Gemini หรือแพลตฟอร์ม AI โดยตรง |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่าย | ใช้งานตามสิทธิ์ของโครงการ | ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของแต่ละบริการ |
| จำนวน AI ที่ทดลองได้ | มีหลายผู้ให้บริการและหลายโมเดลในแพลตฟอร์มเดียว | เน้นโมเดลใน Ecosystem ของผู้ให้บริการที่สมัคร |
| เหมาะกับใคร | ผู้เริ่มต้นหรือคนที่อยากเปรียบเทียบหลาย AI | ผู้ที่มี AI ตัวหลักและใช้งานเป็นประจำ |
| การเรียนรู้ | มีหลักสูตร ระบบคะแนน และระดับการใช้งาน | ขึ้นอยู่กับ Resources ของแต่ละแพลตฟอร์ม |
| ฟีเจอร์และโควตา | เป็นไปตามเงื่อนไขของ AiPASS | เป็นไปตามแพ็กเกจที่สมัครโดยตรง |
| ความคล่องตัว | สลับทดลองหลายโมเดลได้ง่ายขึ้น | ได้ประสบการณ์ใช้งานเต็มภายในแพลตฟอร์มนั้น |
สำหรับผู้เริ่มต้น อาจใช้ TH-AI Passport เป็นพื้นที่ทดลองก่อน โดยเลือกงานประจำประมาณ 2-3 ประเภท เช่น สรุปรายงาน เขียนอีเมล หรือคิดคอนเทนต์ แล้วลองใช้ AI มากกว่าหนึ่งโมเดลกับโจทย์เดียวกัน จากนั้นดูว่าแต่ละโมเดลช่วยลดเวลาได้เท่าไร ต้องแก้คำตอบมากน้อยแค่ไหน และตัวไหนเข้ากับลักษณะงานมากที่สุด เมื่อเริ่มเห็น Pattern ชัดแล้ว จึงค่อยพิจารณาว่าควรใช้สิทธิ์ใน AiPASS ต่อ หรือสมัครแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ที่สุดโดยตรง
การได้รู้ว่า Thai AI Passport คืออะไรและสมัครสำเร็จเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะสิ่งที่สร้างความแตกต่างจริงคือ การรู้ว่าจะเลือก AI ตัวใดให้เหมาะกับงาน, เขียน Prompt อย่างไร, และนำ AI เข้าไปอยู่ใน Workflow โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้กับธุรกิจ
สำหรับผู้ที่ต้องการก้าวไปให้ไกลกว่าการใช้ AI แบบรายบุคคล สามารถศึกษาความรู้เกี่ยวกับ AI เพิ่มเติม และทดลองใช้ AI ฟรีผ่าน True AI Hub อีกหนึ่งตัวช่วยในการ
ต่อยอดไปสู่ Digital Transformation ที่เชื่อม AI เข้ากับ Data, Cloud, Communication และระบบอื่น ๆ ของธุรกิจได้ในภาพเดียว ให้คุณได้เรียนรู้แนวทางเลือกและประยุกต์ใช้ AI กับงานในรูปแบบต่าง ๆ ก่อนต่อยอดไปสู่การใช้งาน AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง
เริ่มต้นเรียนรู้และทดลองใช้ AI ฟรี
ได้เลยที่ True AI Hub
การเริ่มต้นจากเครื่องมือเล็ก ๆ วันนี้อาจเป็นโอกาสให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า Process ไหนควรทำให้เร็วขึ้น ข้อมูลส่วนไหนควรหยิบนำมาใช้มากขึ้น และตรงไหนที่เทคโนโลยีสามารถช่วยให้ทีมมีเวลาไปโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่ามากกว่าเดิม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเดินหน้าสู่ Digital Transformation อย่างเป็นระบบ
ไปที่ True AI Hub →ข้อมูลอ้างอิง
Q : TH-AI Passport คืออะไร ใครมีสิทธิ์ลงทะเบียนบ้าง ?
TH-AI Passport คือโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์สำหรับคนไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI และเรียนรู้การใช้งานได้ง่ายขึ้น ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทยและมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน โดยเปิดกว้างทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป
Q : สมัคร AI Passport แล้วสามารถใช้บัญชีเดียวกันบนหลายอุปกรณ์ได้ไหม ?
การเข้าใช้งาน AiPASS ผูกกับบัญชีที่ใช้สมัคร เช่น Google, Microsoft หรือ Apple ดังนั้น ผู้ใช้ควรเลือกบัญชีที่เข้าถึงได้ในระยะยาว และเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเดิมเมื่อเปลี่ยนอุปกรณ์ ทั้งนี้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขการใช้งานล่าสุดของแพลตฟอร์มหากต้องการใช้งานพร้อมกันหลายอุปกรณ์
Q : หากใช้สิทธิ์ AI Passport ไม่ครบ โอนให้คนอื่นได้ไหม ?
โดยหลักแล้วสิทธิ์ของโครงการผูกกับการลงทะเบียนและการยืนยันตัวตนของผู้สมัครแต่ละราย จึงไม่ควรแชร์บัญชี รหัสผ่าน หรือสิทธิ์การใช้งานให้ผู้อื่น หากไม่ได้ใช้งานต่อ ควรตรวจสอบข้อกำหนดของ AiPASS โดยตรงว่ามีขั้นตอนจัดการบัญชีหรือสิทธิ์อย่างไร
Q : AI Passport ใช้กับงานเชิงพาณิชย์หรือธุรกิจได้ไหม ?
สามารถนำ AI ไปช่วยงานในหลายรูปแบบ เช่น คิดไอเดีย สรุปข้อมูล ร่างข้อความ หรือช่วยวิเคราะห์โจทย์เบื้องต้น แต่ก่อนนำผลลัพธ์ไปใช้เชิงพาณิชย์ ควรตรวจสอบเงื่อนไขการใช้งานของโมเดลที่เลือก โดยเฉพาะเรื่องลิขสิทธิ์ สิทธิ์ในเนื้อหาที่สร้างขึ้น และข้อจำกัดของแต่ละผู้ให้บริการ
Q : ถ้าลงทะเบียน AI Passport ไม่ทัน ยังสมัครภายหลังได้หรือไม่ ?
โครงการ AI Passport กำหนดช่วงเวลารับลงทะเบียนไว้ถึง 31 สิงหาคม 2570 หรือจนกว่าสิทธิ์ที่กำหนดจะครบ ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้สมัครอาจยังสามารถลงทะเบียนภายหลังได้ แต่ควรตรวจสอบสถานะจำนวนสิทธิ์และประกาศล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการก่อนทุกครั้ง